ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในฮังการี



ข่าวเด่น

10/10/2016

เรียนรู้เรื่องเรือสำราญจากโครเอเชีย

เมื่อไม่นานมานี้รัฐบาลได้ประกาศนโยบายที่จะพัฒนาไทยเป็นศูนย์กลางการจอดเทียบท่าของเรือสำราญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อดึงดูดรายได้จากนักท่องเที่ยวคุณภาพเข้าประเทศให้มากขึ้น โครเอเชียเป็นประเทศหนึ่งที่ได้พัฒนาท่าเรือรองรับเรือสำราญมาไม่น้อยกว่าสิบปี ประสบการณ์ของโครเอเชียจึงอาจมีประโยชน์ให้ไทยนำมาปรับใช้ได้บ้าง 

โครเอเชียตั้งอยู่ริมทะเลเอเดรียติก มีชายฝั่งที่สวยงามยาวนับพันกิโลเมตร ซึ่งนักท่องเที่ยวทั่วโลกต่างใฝ่ฝันจะไปเยือนสักครั้งหนึ่ง ที่จริงแล้วทะเลเอเดรียติกก็เป็นส่วนหนึ่งของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและ โครเอเชียอยู่ไม่ไกลจากชายฝั่งตะวันออกของอิตาลี ใช้เวลาเดินทางทางเรือประมาณ 12 ชั่วโมง ร้อยละ 19.5 ของเรือสำราญทั่วโลกให้บริการอยู่ในเขตเมดิเตอร์เรเนียนโดยมีท่าเรือสำคัญที่บาร์เซโลนาและเวนิส ส่วนบริเวณที่มีเรือสำราญให้บริการมากที่สุดคือแคริบเบียน 

โครเอเชียแยกตัวเป็นเอกราชจากยูโกสลาเวียเมื่อปี 2535 รายได้หลักของประเทศมาจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยว รัฐบาลเล็งเห็นความสำคัญของธุรกิจเรือสำราญที่จะสร้างรายได้เพิ่มขึ้นจึงได้เริ่มพัฒนาท่าเรือสำราญอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2543 ในจำนวนท่าเรือของรัฐ 6 แห่ง มีอยู่ 2 เมืองที่เป็นจุดแวะจอดของเรือสำราญคือสปลิทและดูบรอฟนิก ทั้งสองเมืองอยู่ในเขต Dalmatia ทางใต้ของประเทศ และเป็นเมืองที่มีสถานที่ท่องเที่ยว “ระดับแม่เหล็ก” อยู่ในละแวกใกล้เคียง เส้นทางเดินเรือของบริษัทเรือสำราญจึงขาดเมืองทั้งสองนี้ไปไม่ได้ 

สปลิทเป็น 1 ใน 10 ท่าเรือผู้โดยสารที่ใหญ่ที่สุดในเมดิเตอร์เรเนียน ในปี 2558 มีผู้โดยสาร 4.8 ล้านคน ในปี 2559 คาดว่าจะมีผู้โดยสาร 5 ล้านคน มีบริษัทเดินเรือ 3 บริษัทให้บริการเดินทางไปอิตาลีทุกวัน ท่าเรือสปลิทเป็นท่าเรืออันดับ 2 ของประเทศสำหรับเรือสำราญรองจากดูบรอฟนิก ในปีนี้คาดว่าจะมีเรือสำราญเทียบท่า 293 ลำ โดยได้รับประโยชน์จากการที่นักท่องเที่ยวเปลี่ยนเส้นทางมาเที่ยวโครเอเชียแทนตุรกีซึ่งมีปัญหาก่อการร้าย 

นายมิลาน บลาเซฟสกี ผู้อำนวยการการท่าเรือสปลิทกล่าวว่า ธุรกิจเรือสำราญอ่อนไหวอย่างยิ่งต่อความปลอดภัย หากเกิดสถานการณ์ด้านความมั่นคงก็อาจทำให้นักท่องเที่ยวลังเลใจจนบริษัทเดินเรือต้องเปลี่ยนเส้นทางได้ ดังที่เกิดขึ้นกับตุรกีและซีเรียซึ่งเคยอยู่ในเส้นทางแวะจอด แต่ตอนนี้นักท่องเที่ยวเปลี่ยนมาเที่ยวฝั่งโครเอเชียมากกว่า 

สปลิทเป็นเมืองท่าสำคัญมาตั้งแต่สมัยโรมัน เมืองเก่าสปลิทซึ่งมีวังของจักรพรรดิโรมัน Diocletian ตั้งอยู่และเป็นมรดกโลกก็อยู่ไม่ไกลจากอ่าวจอดเรือ ผู้โดยสารที่ลงจากเรือสามารถเดินไปชมเมืองเก่าได้อย่างสะดวก นอกจากนี้ เมืองโทรเกียร์ (Trogir) ซึ่งอยู่ห่างจากสปลิทประมาณ 20 กิโลเมตรก็เป็นเมืองโบราณมรดกโลกอีกแห่งหนึ่งที่เป็นจุดท่องเที่ยว 

ดูบรอฟนิกอยู่ถัดจากสปลิทลงไปทางใต้เกือบติดชายแดนมอนเตเนโกร เป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของประเทศที่แทบไม่ต้องอาศัยการประชาสัมพันธ์หรือการตลาดใดๆ ความโดดเด่นของดูบรอฟนิกคือการเป็นเมืองโบราณริมทะเลจากยุคกลางซึ่งยังมีกำแพงล้อมรอบในสภาพสมบูรณ์ คนที่เป็นแฟนซีรีส์ Game of Thrones ที่โด่งดังทั่วโลกอาจเคยได้ยินชื่อเสียงเมืองนี้มาบ้างในฐานะสถานที่ถ่ายทำ ภาพยนตร์ Star Wars ภาค 8 ซึ่งยังไม่เข้าฉายก็มาถ่ายที่เมืองนี้เช่นกัน 

จุดเริ่มต้นที่เหมือนกันของสปลิทและดูบรอฟนิกในการเป็นจุดแวะจอดของเรือสำราญคือ การมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจและบริษัทเดินเรือนำไปเป็นจุดขายได้ เพราะการจัดทัศนาจรหรือ excursion ซึ่งเป็นบริการเสริมให้ผู้โดยสารเป็นรายได้ถึงร้อยละ 40 ของบริษัทเรือสำราญ เป็นแหล่งรายได้รองลงมาจากค่าโดยสารเรือ 

เมื่อมีความน่าสนใจมากพอที่เรือจะแวะจอดแล้ว ขั้นต่อไปคือต้องพัฒนาท่าเทียบเรือให้พร้อมรองรับเรือสำราญ ซึ่งมักเป็นเรือขนาดใหญ่ มีผู้โดยสารนับพันคน รวมทั้งต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ด้วย เช่น ท่าเรือดูบรอฟนิกมีแผนจะสร้างอาคารผู้โดยสารเรือสำราญ (cruise terminal) หลังใหม่ที่จะมีศูนย์การค้า นอกจากนี้ หน่วยงานด้านท่องเที่ยวต้องร่วมมือกับบริษัทเดินเรือและบริษัทนำเที่ยวในพื้นที่ในการจัดทัศนาจรให้ผู้โดยสารเรือสำราญได้เที่ยวชมสถานที่ต่างๆ ซึ่งเป็นโอกาสที่เม็ดเงินจะกระจายสู่ผู้ประกอบการท้องถิ่น 

เมืองที่พัฒนาเป็นท่าแวะจอดได้ระดับหนึ่งแล้ว อาจตั้งเป้าที่จะเป็น home port หรืออาจเรียกว่าท่าเรือต้นทาง ซึ่งจะสร้างรายได้เข้าประเทศได้มากกว่าเดิม ท่าเรือ home port คือจุดตั้งต้นและสิ้นสุดของเรือสำราญ หมายความว่าผู้โดยสารจากที่ต่างๆ ต้องบินไปที่เมืองนี้ อาจจะล่วงหน้าสัก 2-3 วัน ส่วนเรือก็จอดเทียบท่ารอลำเลียงอาหารและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้พร้อม ทั้งหมดนี้จะทำให้เมืองมีรายได้มากกว่าการเป็นแค่ท่าแวะจอด ซึ่งมักจะแวะแค่ประมาณ 9 ชั่วโมงแล้วก็ไปเมืองอื่นต่อ 

ดร. อันทุน อาซิช ผู้อำนวยการการท่าเรือดูบรอฟนิกให้ความเห็นว่า เมืองที่จะเป็น home port ได้ต้องมีเส้นทางคมนาคมที่สะดวก โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีสนามบินระหว่างประเทศที่มีสายการบินให้บริการ เช่น บาร์เซโลนา ซึ่งมีผู้โดยสารเรือสำราญถึงร้อยละ 40 เดินทางจากสหรัฐฯ ไปลงเรือ ท่าเรือต้องปลอดภัย มีท่าเทียบเรือพร้อม ไม่ใช่มีแค่จุดจอดแบบทิ้งสมอ (anchorage) มีโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการตรวจคนเข้าเมืองและการรักษาความปลอดภัย มีโรงพยาบาล รวมทั้งมีซัพพลายเออร์สำหรับอาหารและบริการที่จำเป็นสำหรับเรือสำราญ เช่น การกำจัดขยะ การทำความสะอาด 

ดูบรอฟนิกมีแผนจะพัฒนาเป็น home port เช่นกัน ในปีนี้เริ่มเป็น home port ให้เรือของบริษัท Thomson Celebration ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม ซึ่งใช้เรือที่จุผู้โดยสารได้ 1,250 คนโดยบริษัท Thomson Celebration มีเที่ยวบินเช่าเหมาลำจากเมืองต่างๆ ในอังกฤษ 6 เมืองเพื่อขนส่งผู้โดยสารเรือสำราญมาตั้งต้นที่ดูบรอฟนิก 

ธุรกิจเรือสำราญมีช่วงไฮและโลว์ซีซันตามฤดูกาล เขตเมดิเตอร์เรเนียนจะเริ่มเข้าสู่หน้าท่องเที่ยวในช่วงอีสเตอร์หรือต้นเมษายน เพราะอากาศเริ่มดีขึ้น มีแดดและพระอาทิตย์ตกช้าลงทำให้มีเวลาท่องเที่ยวในแต่ละวันมากขึ้น ในขณะที่ช่วงไฮซีซั่นในเขตแคริบเบียนจะเป็นช่วงหน้าหนาวของซีกโลกเหนือ โรงแรมและร้านอาหารหลายแห่งตามเมืองชายทะเลโครเอเชียจะปิดบริการในช่วงหน้าหนาวเพราะคนน้อยมาก และจะเปิดอีกครั้งต้นเดือนเมษายน 

ช่วงที่นักท่องเที่ยวมากที่สุดและโรงแรมราคาแพงที่สุดคือระหว่างกรกฎาคมถึงสิงหาคมซึ่งเป็นหน้าร้อนของยุโรป และเป็นช่วงที่เด็กนักเรียนปิดเทอมและผู้คนนิยมลาพักร้อนประจำปีเพื่อพาครอบครัวไปท่องเที่ยว การท่าเรือสปลิทและดูบรอฟนิกพยายามส่งเสริมให้เรือสำราญมาแวะจอดในช่วงฤดูใบไม้ผลิ (มีนาคมถึงพฤษภาคม) และฤดูใบไม้ร่วง (กันยายนถึงพฤศจิกายน) มากขึ้นโดยใช้กลยุทธด้านราคา และมีมาตรการจูงใจสำหรับเรือที่แวะจอดไม่เกิน 12 ชั่วโมงหรือมาถึงตอนบ่าย เพื่อกระจายความหนาแน่นของเรือ ซึ่งดูบรอฟนิกประสบปัญหามากกว่าสปลิท และถึงขั้นต้องใช้มาตรการจำกัดจำนวนผู้โดยสารเรือสำราญไม่ให้เกิน 8,000 คนต่อวันเพื่อไม่ให้เกินศักยภาพที่เมืองจะรองรับได้และไม่กระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชน 

ปัจจุบันนี้บริษัทเรือสำราญต้องจองเวลาจอดเรือที่ดูบรอฟนิก 2-3 ปีล่วงหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากจะมาในเดือนกรกฎาคมหรือสิงหาคม สำหรับสปลิท สถานการณ์ยังไม่เป็นปัญหาเท่าดูบรอฟนิกเพราะจำนวนเรือสำราญยังน้อยกว่าเกือบครึ่งหนึ่ง ในปี 2558 ดูบรอฟนิกมีเรือสำราญมาแวะจอดประมาณ 500 ลำ มีผู้โดยสารมากกว่า 8 แสนคน มีสัดส่วนร้อยละ 62 ของผู้โดยสารทั้งหมด ความแตกต่างระหว่างท่าเรือทั้งสองเมืองคือ ดูบรอฟนิกเป็นท่าสำหรับผู้โดยสารเท่านั้น โดยเป็นท่าอันดับหนึ่งสำหรับเรือสำราญ ในขณะที่สปลิทเป็นท่าเรือสำหรับทั้งผู้โดยสาร เรือสำราญและสินค้า โดยเป็นท่าอันดับหนึ่งสำหรับผู้โดยสารทั่วไป (ริเยกาทางเหนือของประเทศเป็นท่าเรืออันดับหนึ่งสำหรับสินค้า) 

ข้อสังเกตประการหนึ่งที่เขตเมดิเตอร์เรเนียนมีความก้าวหน้าด้านธุรกิจเรือสำราญคือ มีเมืองท่ามากมายที่สามารถเป็นจุดแวะพักตั้งแต่ชายฝั่งสเปน ฝรั่งเศส อิตาลี โครเอเชีย กรีซ ตุรกี ทั้งยังมีเกาะสวยงามจำนวนมากโดยเฉพาะในทะเลอีเจียนของกรีซ บริษัทเรือสำราญจึงสามารถจัดเส้นทางเรือได้หลากหลาย โครเอเชียอยู่ใกล้กับฝั่งตะวันออกของอิตาลีจึงได้รับอานิสงส์จากการที่เวนิสเป็น home port ของเรือสำราญหลายสาย เมื่อ 2-3 ปีก่อนทางการอิตาลีมีมาตรการจำกัดขนาดเรือที่จะเทียบท่าเวนิสไม่ให้ใหญ่เกิน 95 ตันกรอส จำนวนเรือที่ลดลงทำให้โครเอเชียได้รับผลกระทบเช่นกัน 

ในกรณีของไทย มีท่าเรือที่สามารถพัฒนาให้รองรับเรือสำราญได้ เช่น ภูเก็ต อย่างไรก็ดี โจทย์ที่ต้องคำนึงถึงคือหากไม่ได้เป็น home port และเรือสำราญมาแวะจอดเพียง 9 ชั่วโมง (เทียบกับดูบรอฟนิก) เรามีอะไรนำเสนอได้บ้าง ภูเก็ตเป็นเกาะใหญ่ การเดินทางจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งใช้เวลาพอสมควร จะจัดโปรแกรมอย่างไรไม่ให้หมดเวลาไปกับการเดินทาง 

กรณีของสปลิท ท่าเรืออยู่หน้าเมืองเก่าจึงเดินไปได้หรือหากจะไปเมือง Trogir ก็นั่งรถไปแค่ 20 กิโลเมตร ส่วนเมืองเก่าดูบรอฟนิกอยู่ห่างจากท่าเรือแค่ 2 กิโลเมตร จุดเด่นของภูเก็ตคือเกาะในทะเลอันดามัน จะทำอย่างไรให้สามารถใช้เป็นจุดขายได้ การกำหนดจุดจอดแบบทิ้งสมอใกล้กับเกาะเล็กเกาะน้อยเหล่านี้แล้วใช้เรือเล็กขนถ่ายผู้โดยสารจะเหมาะสมหรือไม่ และจะควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยวอย่างไรมิให้กระทบต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เปราะบาง เหล่านี้เป็นการบ้านที่ต้องพิจารณาเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวให้ยั่งยืน 

ดร.อันทุน อาซิชเล่าว่าขณะนี้กำลังมีการต่อเรือสำราญใหม่ประมาณ 50 ลำ จุผู้โดยสารได้เฉลี่ยลำละ 3,000 คน เมื่อมีเรือเพิ่มขึ้นก็ต้องมีปลายทางใหม่ๆ รองรับตลาด ดังนั้น จึงเป็นโอกาสของไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย

Photo Gallery:  Download / Download / Download / Download